สวัสดีครับเพื่อนๆ อากาศช่วงนี้เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ นะครับ บางที่ฝนตกน้ำท่วม น่าสงสารก็แต่ชาวนา ชาวไร่ ที่ต้องสูญเสีย ภูเ็ก็ตเองก็ฝนตกทุกวันครับ เมื่อเช้านี้ผมตั้งใจจะขึ้นไปเก็บแสงพระอาทิตย์ขึ้น ที่"เขาไม้เท้าสิบสอง" แต่ก็ต้องแบกความผิดหลังกลับมา เมื่อท้องฟ้ากลับปิดเพราะเมฆฝน แต่ก็เหมือนเรื่องตลก ผ่านไปไม่กี่อึดใจจาก 8 โมง ฟ้ากลับส่องแสงเปรี้ยงปร้าง เหมือนไม่เคยรู้จักกับพระพิรุณมาก่อน 
 
          เมื่อตื่นเช้ากันแล้วผมกับเพื่อนเลยตัดสินใจจะไปเที่ยวเกาะมะพร้าว เกาะเล็กๆ ที่ห่างจาก ภูเก็ตแค่ 1 กิโลเมตรเท่านั้น ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือ แหลมหิน แค่ 15 นาที ด้วยค่าโดยสาร คนละ 20 บาท  ในตอนแรกผมคิดจะดองรูปไว้สักพัก แต่เมื่อกลับมาถึงห้อง ผมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะดูรูปเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมามากกว่า 3 รอบ ผมชอบอะไรแบบนี้มากๆ ใสๆ ทั้งผู้คน เมือง และ ทะเล 
 
 
หากเพื่อนๆสนใจตามรอยผมมาเที่ยว ให้ขับรถมาทางแหลมหินซีฟู้ดเลยครับ แล้วขับตรงเข้ามาเรื่อยๆ จากป้ายแหลมหิน จะเจอที่ฝากรถ 20 บาทนะครับ คนที่มาฝากรถตรงนี้มีด้วยกันสองกลุ่มคือ กลุ่มที่มาทานอาหารในแพ กับกลุ่มที่สอง คือ ชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยว ที่จะข้ามไปเกาะพร้าว หรือเกาะมะพร้าว แห่งนี้นี่เอง
 
 
เราโดยสารเรือ ด้วยราคา 20 บาท/คน ใช้เวลาเดินทาง 15 นาทีบัง(ใช้เรียกพี่ชาย) กับจ๊ะ (ใช้เรียกพี่สาวสำหรับคนอิสลาม) ซื้อข้าวของจากฝั่งไปเยอะเลยครับ มีทั้งผัก ผลไม้ และของใช้อื่นๆ ผมคุยกับจ๊ะเพลินมาก แต่ด้วยความมีน้ำใจของจ๊ะ และ ความน่ารัก ของมุสลิม แม้เวลาแค่ 15 นาที ก็ทำให้เราคุยจ้อกันไ้ด้เลยทีเดียว
 
 
ด้านหน้าเกาะพร้าวนั้น มีกระชังเลี้ยงปลา และเปิดเป็นร้านอาหารอยู่หลายร้าน ผมเคยมาที่กระชังนี่ครั้งเดียวเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ ด้วยความที่ไม่ชอบ ชี้เป็นชี้ตายชีวิตใคร ผมเลยเลือกที่จะไม่มาอีก ถึงแม้จะอยากทานของสด
 
 
 
เมื่อเรือเทียบท่า เราช่วยจ๊ะขนของขึ้นเรือ ตาก็สอดส่ายหารถเครื่องเช่า เที่ยวรอบๆเกาะ เพราะคงเดินไม่ไหวแน่ๆ แต่ก็เริ่มสะดุดตากับสะพานไม้แห่งนี้ที่ทอดยาว สวยงามมากๆ ครับ เราเดินขึ้นจากเรือ มาก็เริ่มสอบถามบังแถวนนั้นว่ามีรถเครื่องให้เช่าบ้างรึเปล่า ปรากฏว่า ไม่มีครับ แต่บังก็บอกว่า เดินรอบเกาะได้เลย ไม่ไกล ประมาณ 4-5 กิโลเมตร เท่านั้น เรามองหน้ากัน แล้วก็เดินต่อไป
 
 
                และแล้วจ๊ะผู้ใจดีก็ช่วยเราไว้อีกครั้ง จ๊ะออกตัวว่ารถเครื่องของแก ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยไม่อยากให้ยืมขี่ แต่จ๊ะจะไปส่งนะ โดยจะพาเราไปที่บ้านของจ๊ะ เราขนของใส่รถเครื่องแล้วกระโดดขึ้นรถอย่างไม่ลังเล 
                ถนนหนทางที่นี่ค่อนข้างสะดวกมากๆครับ แต่ผมก็นึกแปลกใจที่เห็นถนนโล่งมากแบบนี้(ไม่มีเสาไฟฟ้ารกตา) จ๊ะพาเรามาเรื่อย ผ่านโรงแรมดัง เดอะโคโคนัท วิลเลจ  ผ่านสวนยาง ผ่าน โรงเรียน จนถึงริมหาด แล้วเราก็ลาจากกัน ด้วยการไหว้แบบไทยๆ ของผม ถึงผมจะสลาม ไม่เป็น แต่ผมก็เชื่อว่าจ๊ะเข้าใจได้อย่างดีว่าพวกเราอยาก"ขอบคุณ ด้วยใจจริง"
 
 
ริมหาดมีโรงไม้ที่ไว้เก็บอุปกรณ์การหาปลา และ จอดเรือ ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และ ไม่มีวัดบนเกาะแห่งนี้ มีประชากรประมาณ 100 หลังคาเรือน และ ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีิพ ประมง สวนยาง 
 
 
เกาะแห่งนี้มีสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดอยากให้ผมดูรูปไม่รู้จักเบื่อ มันคือน้องเหมียว ที่ขี้อ้อนพวกนี้ล่ะคับ เกาะนี้แมวเยอะมาก บ้านละ 3-4 ตัว นอนกันบนผืนทราย เย็นๆ กันไปเลย 
 
 
เที่ยงแล้วครับ เราคงต้องหาอะไรรองท้องกันสักหน่อย ผมกับเพื่อน ได้ขนมข้าวต้ม ของจ๊ะนี่แหละครับ กินกันพุงกาง 30 บาท รวมค่ากาแฟแล้วด้วย ลมเย็นๆ นี่ถ้ามีเสื่อปูนอน คงได้หลับกันเป็นตื่นสองตื่นแน่ๆ 
 
 
ผมยังเพลินกับการเ็ก็บรูปไปเรื่อย ที่นี่ดูสงบเรียบง่าย และเป็นกันเองมากๆครับ ผมเสียดายมากที่พูดใต้ไม่ได้เลยสักคำ แถมหน้าตาก็ไม่ได้บอกเลยว่าเป็น กรุงเทพฯ เลยต้องให้เพื่อนพูดคนเดียว แต่ก๊ะ หรือ ป๊ะ (คนแก่) ก็น่ารัก ยิ้มให้เรา และดูตื่นเต้นที่มีคนให้ความสนใจ สิ่งที่พวกท่านทำ
 
 
เด็กๆ ที่นี่เยอะครับ เราเดินไปคุยกับเด็ก ๆ แต่ละคนตื่นเต้นที่เห็นเรา และได้คุยกับเรา น้องๆ เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนอยู่ใกล้ๆนี่เอง มีนักเรียนประมาณ 70 คน น้องๆตัวเล็ก ทั้งๆที่อยู่ ป.6 กันแล้ว เขาเล่าว่าต้องตื่นแต่เช้า และนอนเร็ว เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ ทุกบ้านใช้ โซล่าเซลส์เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ดังนั้นเสาร์อาทิตย์จึงไม่ได้จ้องอยู่หน้าทีวี เพื่อดูโมเดิลนายการ์ตูน หรือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ แต่พวกเขาจะออกมาเล่นนอกบ้าน กระโดดน้ำ ดีดลูกแก้ว หาปลา เลี้ยงน้อง  
 
 
เด็กๆ คุยสนุกมากครับ เขาดูหน้าตามีความสุข และยิ้มของพวกเขา ทำให้เรายิ้มตามแบบไม่รู้ตัว
 
 
 
 
ลองนึกเล่นๆครับ ว่าถ้าไม่มี Facebook ,Twister ,msn , surf internet เพื่อนๆ จะทำอะไรได้บ้าง จะสนุกเหมือนน้องๆเขาหรือเปล่า
 
 
เราต้องลาน้องๆกันแล้ว แล้วออกเดินชมในหมู่บ้านกันหน่อย
 
 
เจอโรงเรียนกับที่ทำการผู้ใหญ่บ้านแล้วคับ  คนที่นี่คมนาคม กับด้วยเลมูซีน ด้านขวาล่างนี่แหละ น่ารักเชียว
 
 
              ที่นี่อากาศดีมากๆครับ เดินไป ดูนั่นดูนี่ไป สนุกดีครับ แล้วก็ต้องกลับกันแล้ว ไว้คราวหน้า จะต้องมาหาที่นอนที่นี่สักคืนให้ได้ จะได้ออกไปดูชาวบ้านเขาตกหมึก จับปลากันด้วย แต่เพื่อนๆ คงแปลกใจว่าทำไมผมจึงขึ้นหัวว่า เกาะน้อยๆ ที่ถูกลืม เกาะแห่งนี้ อยู่ไม่ไกลจากภูเก็ตเลยครับ ห่างแค่ 1 กม. แต่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เทียบไม่ได้เลยกับเกาะยาวน้อย นาคาน้อย ยาวใหญ่ หรือ อื่นๆแต่ที่น่าแปลกคือ นักท่องเที่ยวจะมาแ่ค่ทานอาหาร ที่กะชัง แล้วก็ไม่ได้สนใจเกาะแห่งนี้สักเท่าไหร่ ทั้งๆที่การคมนาคมสะดวกระดับหนึ่ง เพื่อนๆคงจำร้านบางพัฒน์ที่ผมเคยเล่าเรื่องบุฟเฟ่อาหารทะเลให้ฟังได้ ที่นั่นก็แปลกต่าง ซึ่งดูดีกว่าที่นี่มาก ก็ไม่เข้าใจครับ ว่ารัฐส่งเสริมให้มี โซล่าเซลส์ทุกบ้านได้ แต่ทำให้มีไฟฟ้าไม่ได้ ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งก็คงต้องรอต่อไปแบบไม่มีกำหนด
 
 
 
 
ขอขอบคุณสำหรับทุกๆข้อคิดเห็นและแนะนำ และหลายๆท่านที่ติดตามกันมาโดยตลอดครับ

Comment

Comment:

Tweet

ตั้งใจจะไปพอดีเลยดูเป็นธรรมชาติดี....

#37 By aommy (125.26.157.167|125.26.157.167) on 2014-03-23 21:07

big smile อิจฉานักท่องเที่ยวจังเลย สวยงามมากๆ

#36 By บุญชัย (103.7.57.18|180.183.109.230) on 2012-08-15 00:31

เกาะนี้ไม่ลืมหรอกครับ....
ใครจะลืมได้...ร้านอาหารบนแพเอย..แถมที่ดินแพงระยับหละ

#35 By นาย ช บ า on 2011-09-30 21:58

Hot! Hot! Hot!

ภาพถ่ายสวยงามสมจริงเหมือนได้ไปเที่ยวด้วยเลยค่ะ ชอบๆ จัดมาแบบนี้บ่อยๆนะคะ ถือว่าช่วยเพื่อนที่ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนอ่ะค่ะ ได้ดูภาพก็ยังดี question question

#34 By Pat on 2011-09-22 11:19

โห รูปสวยมากเลยค่ะ
น่าไปเที่ยวจังเลยHot! Hot! Hot!

#33 By dowrun happy on 2011-09-22 10:47

เที่ยวเก่งนะคะเนี่ย
ปีหน้าจะได้ไปเที่ยวหลาย ๆ ที่บ้าง
แล้วจะมาเขียนแข่งค่ะ big smile Hot! Hot! Hot!

#32 By - D - on 2011-09-21 20:03

เหมือนกับเป็นภาพอดีตของบางเกาะที่เจริญแล้ว
วิถีชีวิตเก่าๆ ยังน่ารักเสมอ big smile

#31 By The Traveller on 2011-09-21 19:41

ภาพสวยจังเลย